Tuesday, October 30, 2012

Durarara!! เล่ม 1 : บทนำ

ก่อนอื่นขอเกริ่นก่อนว่า Durarara เนี่ย เป็นไลท์โนเวล ที่แต่งโดยคุณ เรียวโกะ นาริตะ
และได้ถูกนำไปทำเป็นอนิเมะแล้วในเดือนมกราคมปี 2010
เบียร์ชอบเรื่องนี้มากครับ แล้วตอนนี้ก็อยากหานิยายมาแปล
แต่เบียร์ไม่ได้แปลจากญี่ปุ่นนะ แปลจากภาษาอังกฤษในเวป
และ
ครับ
ขอขอบคุณรูปภาพจากทั้งสองเวปด้วย

จะพยายามแปลไปเรื่อยๆครับ เพราะไลท์โนเวลเรื่องนี้ก็ยังออกมาไม่จบ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับคำแปลภาษาอังกฤษด้วยว่าออกมาเยอะแค่ไหน D:
ถ้าเรียนญี่ปุ่นมาแล้วจะลองแปลให้มากขึ้นครับ แหะๆ

ไปอ่านกันเลย

เรื่องย่อ
ในย่านอิเคะบุคุโระ กรุงโตเกียว กลุ่มคนแปลกๆนั้นได้รวมตัวกัน หนุ่มสาวที่ไขว่คว้าหาชีวิตที่ไม่ธรรมดา กลุ่มนักเลงป่วนเมือง สาวๆสตอล์คเกอร์โรคจิต ผู้ส่งข่าวที่ขายข้อมูลเพื่อความสุขส่วนตัว หมอเถื่อนที่รักษา’โรคประหลาด’ นักเรียนม.ปลายที่หมกมุ่นอยู่กับสิ่งลี้ลับ แล้วแน่นอน สิงห์มอเตอร์ไซค์ไร้ศีรษะ
ทั้งหมดทั้งปวงนี้ ตัวละครที่แปลกประหลาดเหล่านี้ต่างเล่าเรื่องที่ไม่ธรรมดา และน่าสนใจ ถึงมันจะบิดเบี้ยวไปมากเพียงใด แต่ก็ยังสามารถเป็นเรื่องราวแห่งความรักได้


Durarara!! เล่ม 1 : บทนำ
บทนำ




 (คลิกเพื่อดูรูปใหญ่ได้)

“มันช่างน่าตื่นเต้นจริงๆ ตื่นเต้นเหลือเกิน ! ตื่นเต้นสุดๆ ! ยังมีอีกตั้งหลายสิ่งมากมายที่ฉันยังไม่รู้เกี่ยวกับเมืองแห่งนี้! ถึงแม้จะเป็นขนาดที่ฉันกำลังพูดนี้ บางสิ่งบางอย่างก็กำลังเกิดขึ้น ปรากฏออกมา แล้วบางอย่างก็กำลังค่อยๆจางหายไป ฉันจะเดินจากสถานที่ที่มีผู้คนมากมายรวมตัวกันอยู่ได้ยังไงล่ะ? ฉันรักมนุษยชาติ ! ฉันรักมนุษย์ทุกคน ! ฉันรักทุกๆคนเลย !


นี่คือเรื่องราวที่พลิกผัน:

“คุณเซย์จิคะ! คุณเซย์จิ! คุณอยู่บ้านรึเปล่าคะ? ฉันมาหาคุณอีกแล้วนะคะ! อุ๊ย คุณเผลอล็อคประตูอีกแล้วใช่มั้ยคะเนี่ย? ฉันก็เข้าไปหาคุณไม่ได้น่ะสิคะ!”
อันตราย อันตรายสุดๆ ยัยสตอล์คเกอร์นี่มาบุกบ้านฉันแล้วไง ยัยนั่นเอาแต่ทุบประตูฉัน ไม่คิดแม้แต่จะกดกริ่งเลยนะ คิดบ้าอะไรอยู่เนี่ย?

“ประตูมันล็อคอยู่อะค่ะคุณเซย์จิ! คุณไม่ได้นอนอยู่ใช่มั้ยล่ะ ใช่มั้ย? กรี๊ด นี่เป็นครั้งแรกเลยนะคะที่ฉันเรียกผู้ชายตอนเขานอนอยู่! ฉันนี่กล้าจริงๆเลย!”
คำเตือน คำเตือน ฉันไปยุ่งกับเรื่องไม่เป็นเรื่องเมื่ออาทิตย์ก่อน เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ฉันช่วยยัยบ้านนอกสองคนจากพวกนักเลงที่กำลังข่มขู่ยัยพวกนั้น พวกเธอถามฉัน แล้วปรากฏว่าเรากำลังเข้าเรียนโรงเรียนเดียวกัน และเรียนอยู่ห้องเดียวกันด้วย แต่ฉันไม่เคยคาดคิดเลยนะว่าเรื่องมันจะกลายเป็นแบบนี้ เด็กผู้หญิงอีกคนนั้นดูเรียบร้อย สุภาพ แต่ยัยนี่....

“อืม... เอาจริงๆนะคะ ฉันชอบคุณเซย์จิมานานแล้วค่ะ! คุณจำได้มั้ย? ตั้งแต่ตอนสอบเข้า ฉันนั่งอยู่ข้างคุณเซย์จินี่แหละค่ะ! ผู้ชายที่นั่งทางด้านขวานั้นชื่อ ‘ริวงามิเนะ มิคาโดะ’ สุดยอดไปเลยใช่มั้ยล่ะคะ และฉันอยากจะรู้ว่าชื่อของผู้ชายทางซ้ายฉันชื่ออะไร ฉันก็เลยหันไป แล้ว... รักแรกพบเลยค่ะ! ตั้งแต่วันนั้นเป็นคนมา ฉันก็จำชื่อคุณเซย์จิมาเสมอเลยนะคะ! ถึงวันนั้นฉันยังไม่กล้าพอที่จะสารภาพรักกับคุณออกไป แต่อาทิตย์ก่อน คุณเซย์จิเข้ามาช่วยฉันไว้ และตอนนั้นฉันก็คิดๆดู มันต้องพรหมลิขิตแน่ๆเลยค่ะ! คุณรู้มั้ยว่าคุณมอบความกล้าหาญให้ฉันมากขนาดไหน? เพราะฉะนั้น ได้โปรดเถอะค่ะ ให้ฉันพบหน้าคุณอีกซักครั้งนะ ได้มั้ยคะ? คุณเซย์จิคะ ฉันอยากจะมองใบหน้าอันเข้มแข็ง และมีพลังนั้นของคุณอีกนะคะ! ได้โปรด ได้โปรดเถอะค่ะคุณเซย์จิ!”
ระวัง ระวัง! หลังจากที่ฉันช่วยยัยนี่มา เธอก็แอบตามฉันกลับบ้านมา แล้วเธอก็ตามมาทุกๆวันเลยหลังจากวันนั้น ถึงฉันจะบอกให้ยัยนั่นไปไกลๆตีนฉันหลายครั้งแล้ว ไอที่มันตะโกนเมื่อตะกี๊นี้อะหรอ? ฉันฟังมาเป็นพันๆครั้งแล้วล่ะ

“อย่าบอกนะว่าคุณป่วยอะค่ะคุณเซย์จิ?! คุณป่วยถึงขั้นลุกมาตอบฉันไม่ได้เลยใช่มั้ยคะ? แย่แล้ว! รีบๆเปิดประตูสิคะคุณเซย์จิ! ตั้งแต่วันสอบเข้าเรียน ฉันก็ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับคุณทั้งหมดเลยนะคะ คุณเซย์จิ! รู้วันเกิดของคุณ ครอบครัวของคุณ ทุกๆอย่างเกี่ยวกับคุณ!”
ตำรวจ ตำรวจ ฉันบอกเธอไปว่าจะโทรเรียกตำรวจ แล้วเธอก็ถอยกลับไปเพียงวันเดียวเท่านั้น

สามชั่วโมงแห่งการรุกรานก็ได้ผ่านไป ฉันคิดว่าเธอคงกลับบ้านไปแล้ว ฉันเลยออกไปหาซื้อของซักหน่อยที่ร้านสะดวกซื้อข้างล่าง ขณะที่กำลังถือยาสีฟัน กับหนังสือพิมพ์รายวันอยู่ ภาพของยัยบ้านั่นก็แวบเข้ามาในหัวฉัน
แวบแรกที่เห็นเธอ เธอเป็นผู้หญิงที่สวยนะพร้อมไปด้วยความรู้สึกที่ดูเป็นผู้ใหญ่ หรือจะใช้คำว่า “สาวงาม” คงจะเหมาะกับเธอมากกว่า แต่ทำไมสาวน้อยน่ารักแบบเธอถึงยังไม่มีแฟนล่ะ? สิ่งที่ฉันพึ่งเจอมาคงเป็นคำตอบที่ดีที่สุดเลยล่ะ ไม่ว่ายัยบ้านั่นจะน่ารักขนาดไหน ฉันก็คงจะปฏิเสธความรักของเธออย่างสุภาพต่อไป ถ้าหากฉันเป็นคนที่อยากมีแฟนนะ ฉันคงไม่ต้องคิดซ้ำสองเลยเรื่องรับรักเธอ แต่สำหรับฉัน ฉันไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อย เพราะฉันมี “แฟน” อยู่แล้ว

ว่าแต่เรื่องพิธีเปิดภาคเรียนในวันพรุ่งนี้ล่ะจะเอายังไงดี? ขณะที่ฉันเดินไปตามระเบียงแคบๆไปยังหอของฉัน ฉันก็ได้แต่คิด
หากฉันไปโรงเรียนวันพรุ่งนี้ ฉันก็ต้องไปเจอกับเธอ หรือฉันจะไม่ไปดี? อืม ไม่สำคัญหรอก ยังไงฉันก็มีแฟนแล้ว เธอเป็นคนเงียบๆ และก็สวยงามมาก ต่างจากยัยนั่นลิบลับ ตราบใดที่ฉันยังมีเธอ อะไรๆก็ไม่สำคัญหรอก ไม่ว่าฉันจะเข้าเรียนหรือไม่เข้าเรียน บางที ฉันอาจจะไปทำงานในออฟฟิศของพี่สาวฉันก็ได้นะ และเป็นพวกพนักงานพาร์ทไทม์ อะไรเทือกๆนั้น

อ๋อ จำได้แล้ว! จำได้แล้วว่าทำไมฉันถึงช่วยยัยสองคนนั้น ถึงแม้มันจะเป็นเหตุผลที่ต่างไปอย่างสิ้นเชิงเลยก็เถอะ ยัยผู้หญิงคนนั้นดูเหมือนแฟนของฉันมากจริงๆ ฉันเลยช่วยเธอไว้ พอตอนนี้มาคิดๆดู มันเป็นเรื่องที่โง่ๆจริงๆ แค่ไปช่วยยัยนั่นไว้ เพราะดูเหมือนกับเธอ แต่ฉันจะรู้ได้ยังไงล่ะว่ายัยนั่นจะกลายเป็นคนแบบนี้?
ฉันครุ่นคิดไปเรื่อยขณะที่เสียบกุญแจลงในรูกุญแจ

เอ๊ะ? แปลกจัง

ประตูไม่ได้ล็อค???

อันตราย อันตราย – ฉันสัมผัสได้ถึงความอันตรายทั่วทุกอณูในร่างกายเลยล่ะ
เหมือนเสียงไซเรนกำลังดังอยู่ ฉันเปิดประตู แล้วก็เห็นรองเท้าผู้หญิงคู่หนึ่ง
“คุณเซย์จิคะ...”
ขณะที่ฉันก้าวเข้าไปในห้องของฉัน ฉันเห็นแม่สาวสตอล์คเกอร์คนนั้นยืนอยู่ตรงนั้น ยืนนิ่งเลย
แล้วฉันก็เข้าใจทันที ถึงแม้ฉันกำลังมองยัยคนที่ลักลอบเข้ามาในห้องของฉัน ฉันก็ยังคงสงบอยู่ได้ เพราะแค่มองสีหน้าเธอก็รู้แล้ว
ฉันจึงฝืนพูดออกไป และมันเป็นคำพูดที่เยือกเย็น เย็นชากว่าที่ฉันคิดไว้ เยือกเย็นจนขนาดที่ฉันเองยังตกใจเลยล่ะ
“มึงเห็นมันแล้วใช่มั้ย?”
“เอ่อ.. ไอนั่น... ฉัน...”
สีหน้าเธอนั้นต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง มันดูอึดอัด และเต็มไปด้วยความกลัว
หืมมม ยัยนี่ทำหน้าแบบนี้เป็นด้วยเหรอเนี่ย
ฉันก็เลยมั่นใจ มั่นใจว่ายัยเด็กนี่ไปเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็นซะแล้วล่ะ
“เอ่อ... คุณเซย์จิคะ ฉัน... ฉันจะไม่บอกใครเด็ดขาดเลย! ถึงแม้คุณจะชอบแบบนี้ก็เถอะ ฉันก็ยังชอบคุณนะคะ คุณเซย์จิ! ไม่ต้องกังวลไปค่ะ! ไม่ว่าคุณจะมีงานอดิเรกแบบไหน ฉันก็จะปรับตัวให้เข้ากับคุณได้ค่ะ ฉันจะได้...”
กระดานพลิกแล้วล่ะ ตอนนี้กลายเป็นว่าเธอจู่โจมอะไรไม่ได้อีกเลย
“ไม่เป็นไรหรอก”
“คุณเซย์จิคะ!”
หลังจากที่ฉันพูดออกไป ยัยสตอล์คเกอร์นั่นก็ดูมีความหวังอีกครั้ง
“ไม่เป็นไร”
“คุณเซย์...จิ คะ?”
เธอรู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกในสายตาของฉัน ตอนนั้น เมฆหมอกแห่งความกังวลพุ่งผ่านหน้าของเธอออกมา ฉันอยากจะเห็นสีหน้าที่สิ้นหวังสุดๆจากเธอ ฉันเลยพูดซ้ำอีกครั้ง
“ไม่เป็นไรหรอกนะ” 
“เซย์จิ!!”




แล้วพี่สาวฉันพาลูกน้องมาสองคนในคืนนั้น ฉันนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น กินบะหมี่ถ้วยอยู่ ลูกน้องสองคนนั้นก็เอาร่างของยัยสตอล์คเกอร์คนนั้นยัดใส่กระเป๋าเดินทางอย่างชำนาญ และก็ยกออกไป พี่สาวฉันก็ตรวจสอบดูในห้องต่อไป มองรอยเลือดบนผนัง แล้วก็เข้ามากอดฉันแน่นๆ
“ไม่เป็นไรนะ ไม่ต้องห่วงหรอก”
ถึงแม้อ้อมกอดของเธอนั้นจะอบอุ่น แต่ฉันก็คิดว่ามันลำบากนะที่จะกินบะหมี่ต่อเวลาที่เธอกอดฉัน
“เซย์จิ น้องไม่ต้องห่วงไปหรอกนะ พี่สาวของน้องคนนี้จะจัดการทุกๆอย่างเอง เข้าใจมั้ย?”
“พี่ ผมไม่ได้แคร์ยัยนั่นหรอกนะ ผมแคร์แค่ ‘เธอ’ คนเดียวเท่านั้น”
“เซย์จินี่เองสินะที่เป็นคนพาเธอออกมา แต่ไม่เป็นไรหรอก ให้พี่สาวคนนี้จัดการทุกๆอย่างเอง ไม่มีปัญหา ตราบใดที่พี่ยังอยู่ตรงนี้ พี่จะไม่ยอมให้เกิดอะไรขึ้นกับเซย์จิเด็ดขาด โดยเฉพาะพวกตำรวจน่ากลัวๆนั่น พี่จะไม่มีวันให้พวกมันมาพาน้องไปจากพี่หรอก ไม่มีวัน ไม่มีทางเลยล่ะ เพราะฉะนั้นน้องรักของพี่ก็ทำใจให้สบายนะ”
หลังจากที่พี่พูดจบ เธอก็สั่งลูกน้องเธออีกนิดหน่อยแล้วก็ออกไป
ฉันไม่คิดว่าฉันน่าจะไปทำงานที่ออฟฟิศของพี่เพราะดูเหมือนว่าพี่น่ะมีความสัมพันธ์กับพวกนอกกฏหมายพวกนั้น ที่แม้แต่ทางบริษัทเองก็ยังไม่รู้ เหมือนพวกลูกน้องของพี่ที่มาวันนี้ พวกมันเห็นศพคนตาย แล้วก็ยังทำตามที่พี่สั่งโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย ไม่ใช่เรื่องดีเลยนะ
ฉันไม่มีวันไปทำงานกับพวกคนเลวๆแบบนั้นหรอก หากฉันทำแบบนั้น ฉันคงกลายเป็นเหมือนพวกเค้า ใช่มั้ย?
และหากฉันกลายเป็นเหมือนพวกเขา แล้วโดนจับ ‘เธอ’ คงเหงาน่าดู ฉันจะไม่มียอมให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นหรอก ฉันจะไม่ยอมให้ ‘เธอ’ โดดเดี่ยวเด็ดขาด
ขณะที่ฉันมองลูกน้องเช็ดคราบเลือดบนกำแพงออกอย่างไร้ความรู้สึกใดๆ ฉันก็ฝืนกินบะหมี่ถ้วยอืดๆนั้นลงไป
รสชาติมันแย่จริงๆนะ
นี่มันเป็นเรื่องราวที่แสนพลิกผัน
เรื่องราวแห่งความรัก อันแสนบิดเบี้ยว

No comments:

Post a Comment

แนะนำ ติชม แสดงความคิดเห็นได้เลยนะครับ :D