บทที่ 1 : เงามืด (ตอนที่ 2)
“…?”
เจ้า ‘เงาดำ’ นั้นทำท่าทางแปลกๆต่อหน้านักเลงและหัวหน้าของพวกมัน ที่ช็อตไฟฟ้าที่พึ่งเก็บขึ้นมานั้น ถูกวางไว้บนมอเตอร์ไซค์ของมัน
บางทีใช้อาวุธพร้อมกันสองอันอาจจะเหนื่อยเกินไปสำหรับเขามั้ง? นักเลงหนุ่มคิดอย่างนั้น จนกระทั่งเขาได้เห็นเจ้า ‘เงาดำ’ นั้นถือกระบองตำรวจไว้ด้วยสองมือ---
แล้วมันก็หักกระบองเป็นสองท่อน อย่างกับตะเกียบยังไงยังงั้น
“อะไรวะ?”
ความประหลาดใจแสดงออกมาทางสีหน้าของพวกนั้นอยู่ชั่วครู่หนึ่ง และทั้งสองก็ทำสีหน้าแบบเดียวกัน พวกเขาไม่อาจเข้าใจได้จริงๆว่านั่นมันทริคมายากลอะไรที่พึ่งเห็น ไอเงานั่นมันหักกระบองนั้นได้ยังไง?! ‘เงาดำ’ ที่ดูบอบบาง ไม่ได้ดูเหมือนจะพลังมหาศาลได้ขนาดนั้น
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ ความจริงที่ว่า ‘เงามืด’ นั้นทำลายอาวุธพิเศษแบบนั้นได้ยิ่งเพิ่มความกลัวเข้าไปในใจพวกเขาสุดๆ รู้สึกเหมือนว่ามันดูสมจริงขึ้นเรื่อยๆ
เจ้า ‘เงามืด’ นั้น ในตอนนี้ก็มือเปล่าแล้ว นักเลงหนุ่มเลยหันไปหยิบเอาท่อนเหล็กที่วางพิงกำแพงอยู่ขึ้นมา เจ้าคนที่เป็นหัวหน้าเหลือบไปเห็นลูกน้อง จึงควักมีดขึ้นมาเช่นกัน
เหงื่อเย็นๆไหลลงมาบนหน้าผากพวกเขา ความรู้สึกของเหงื่อที่อยู่บนผิวหนังของพวกเขากลายเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้พวกเขารู้ว่าสิ่งที่กำลังอยู่ตรงหน้าพวกเขาคือเรื่องจริง
“มึง...มึงพยายามจะขู่พวกกูใช่มั้ยล่ะ?!” หัวหน้านักเลงพูดอย่างกล้าๆกลัวๆ จ้องมองไปที่กระบองอันหักงอ
หยดเหงื่อเย็นๆนั้นไหลเขาไปในปากของเขา ซึ่งเขาก็กลืนความเค็มนั้นลงไป ส่วนนักเลงอีกคนนั้น เขาเลิกมองไปรอบๆแล้ว เขาเพียงแต่ถือท่อนเหล็กไว้เงียบๆ ในขณะที่เขาหายใจอย่างแรง
ลมหายใจของเขาถี่ขึ้นเรื่อยๆ และเขาก็รู้สึกตัวได้ว่า เท้า หลัง และกรามของเขามันกำลังสั่นเทิ้ม ดูเหมือนว่าความพยายามที่เงามืดนั้นพยายามจะ ‘ขู่’ พวกเขาประสบผลสำเร็จไปได้ด้วยดี
เจ้า ’เงามืด’ นั้นก้าวขึ้นมาหานักเลงทั้งสอง ราวกับต้องการจะมองดูสีหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความกลัวแบบใกล้ชิด
“มามือเปล่านี่หว่า ใจกล้าเหลือเกินนะมึง”
เทียบกับนักเลงที่กลัวจนหัวหดนี่แล้ว คนที่เป็นหัวหน้านั้นดูเหมือนจะพยายามทำให้ตัวเองเข้มแข็งขึ้น เปลวไฟอันดุร้ายลุกโชนขึ้นมาในดวงตาของเขา ขณะที่เขากำมีดไว้แล้วพุ่งเข้าไปหา ‘เงาดำ’ นั้นด้วยความมั่นใจ
ระยะห่างระหว่างทั้งสองในตอนนี้นั้นอยู่ประมาณ 3 เมตรเท่านั้น อีกเพียงสองก้าว ก็คงอยู่ในระยะมีดของเขาแล้ว
--กาซังคงไม่ถอยหลังกลับมาตอนนี้แล้วแหละ เขาคงไม่ปอดแหกแล้วแน่ๆ
ในตอนนี้ นักเลงหนุ่มก็มั่นใจแล้ว เขาเตรียมอาวุธเหล็กในมือไว้พร้อมที่จะสนับสนุนหัวหน้าเขาแล้ว
หัวหน้านักเลงก้าวไปอีกหนึ่งก้าว ความรู้สึกเกลียดชังที่เขามีเมื่อครู่นี้ แปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกที่ต้องการจะฆ่าเต็มรูปแบบ นักเลงหนุ่มคนนั้นมั่นใจแล้วว่าหัวหน้าเขาจะต้องแทงเจ้าเงามืดนั่นด้วยแรงทั้งหมดที่มีด้วยความตั้งใจที่จะฆ่าแน่ๆ เขาจึงรวบรวมความกล้า เพื่อเป็นกองหนุนให้หัวหน้าของเขา เขาไม่ได้มีความคิดเกี่ยวกับการฆ่าใครเลยแม้แต่น้อย แต่ยังไงก็ตาม ไอสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขาก็เป็นเพียงเงามืด คงไม่นับว่าเป็นการฆ่าคนหรอก
นักเลงหนุ่มมั่นใจว่าพวกเขาได้โอกาสแห่งชัยชนะมาแล้วในขณะที่หัวหน้าของเขากำลังเคลื่อนตัวเข้าไปทำการฆาตกรรมเงามืดนั้น แรงทั้งหมดถูกส่งไปที่มือของเขาที่จับท่อเหล็กเอาไว้ และวินาทีถัดมา โอกาสแห่งชัยชนะและความตั้งใจทั้งหมดของพวกเขาก็มลายหายไปดั่งควัน
พวกเขาได้เห็น ‘เงามืด’ เอื้อมมือไปด้านหลัง และร่างสีดำๆนั้นก็เริ่มที่จะพองตัวขึ้น ควันสีหมึกโพยพุ่งออกมาจากร่างเงามืดนั้น ควันที่ดูเหมือนจะขยับได้ด้วยตัวของมันเอง ในขณะที่มันรวมตัวกันในมือที่อยู่ด้านหลังของ ‘เงามืด’ นั้น ควันขโมงก็ได้กลายเป็นสีดำสนิทเหมือนกับถุงมือของมัน และบิดไปมาเหมือนกับงู
ดั่งพู่กันหมึกที่ถูกจุ่มลงไปในน้ำใสๆ กระแสควันสีดำนั้นลอยเด่นชัดตัดกับท้องฟ้า เมื่อการเคลื่อนไหวของควันสีหมึกนั้นค่อยๆช้าลง มันก็เริ่มแปรสภาพเป็นวัตถุที่สีดำทมิฬเหมือนร่างของเงามืดนั้น คนสองคนที่ได้ประจักษ์สิ่งที่พึ่งเกิดขึ้นนั้นก็แน่นิ่งไปด้วยภาพอันแปลกประหลาดตรงหน้า และคงไปด้วยความเงียบสงัด ยืนแน่นิ่งอยู่อย่างนั้น เมื่อเงาตรงหน้านั้นต้องแสงจากเสาไฟริมถนน กับหลอดฟลูออเรสเซนส์ในตึกจอดรถนี้ ในที่สุดสองคนนั้นก็ได้เข้าใจ ว่าศัตรูที่พวกเขากำลังเผชิญหน้าอยู่นั้นไม่ใช่คน ยังไงก็ไม่ใช่คนแน่ๆ
ขณะที่ไอสีดำแยกออกจากร่างของเงามืดนั้น พวกเขาก็รู้สึกได้ถึงกลุ่มควันสีดำที่ปกคลุมร่างนั้นอยู่ค่อยๆจางไป จนกระทั่งทุกๆอย่างยกเว้นหมวกกันน็อคนั้นเบลอไปหมด ภายใต้แสงสว่างที่ส่องเข้ามา
พวกเขาไม่รู้อีกต่อไปว่าควรจะทำยังไงกับสถานการณ์อย่างนี้ พวกเขาสับสนไปหมด การวิ่งหนีไม่ได้เป็นทางเลือกอีกต่อไป จึงเหลือทางเลือกเดียวคือ ทำตามแผนเดิม ผู้ที่ถือมีดที่กำลังงงงวย ดึงมือกลับมา แล้วแทงมีดกลับเข้าไปอีกครั้ง ทะลุช่องท้องของเงาดำนั้นไป—
แต่ในชั่วขณะก่อนที่มีดจะเข้าถึงตัวเงามืดนั้น หัวหน้านักเลงก็รู้สึกได้ถึงแรงบางอย่างที่ต้านอาวุธของเขากลับมา เขาก็ไม่ได้คลายมือออกจากมีดที่กำอยู่ อย่างไรก็ตาม เขาก็เสียการทรงตัว ซึ่งเป็นการเปิดช่องว่างเพื่อให้เงามืดนั้นตอบโต้
“?!”
พลังงานสีดำที่ต้านมีดนั้นออกไปกลายเป็นเงาลางๆที่สามารถมองเห็นได้ในความมืด
ไอ้ ‘สิ่งนั้น’ เป็นสีดำสนิท ดำยิ่งกว่าความมืดมิดในที่ที่ลึกที่สุดของจักรวาล ดูเหมือนกับมันจะดูดเอาแสงทุกๆอย่างรอบๆไปได้หมด และสั่นเบาๆเหมือนเช่นมันมีชีวิต สิ่งที่ได้ปรากฏออกมาจากกลุ่มควันสีดำนั้นหลงยุคสมัยโมเดิร์นๆนี้ได้อย่างน่ากลัวสุดๆ แต่ ‘เงามืด’ ที่สวมชุดนักซิ่งนั้นกำลังถือมันอยู่ และมันก็ผสานเข้ากับทุกๆอย่างรอบๆข้างได้อย่างไม่มีที่ติ
สิ่งที่พึ่งก่อตัวขึ้นมาเป็นรูปร่างในมือของเงามืดนั้นยิ่งดูอันตรายมากขึ้น กับปีศาจในความมืดมิดยามค่ำคืน
ไม่ว่าใครที่ได้เห็นเหตุการณ์นี้ก็ต้องได้ประจักษ์กับ ‘ความตาย’
--‘สิ่งนั้น’ สูงเท่ากับเงาดำร่างนั้น – เคียวสองคมขนาดยักษ์
♂♀
-- คันระ เข้าร่วมห้องสนทนา –
《โทษทีๆ เน็ทหลุด วันนี้เน็ทไม่ค่อยดีน่ะ ฉันว่าฉันไปนอนแล้วดีกว่า》
[อ่อ... ฝันดีนะ]
【แต่นายยังเล่าเรื่องไม่จบเลยนะ ! แล้วไอ โดตะจิน นี่มันใคร ?】
《ไว้เล่าให้ฟังครั้งหน้าละกันนะ~~ แต่จะบอกอะไรให้เป็นอย่างสุดท้ายนะ--》
《โทษทีๆ เน็ทหลุด วันนี้เน็ทไม่ค่อยดีน่ะ ฉันว่าฉันไปนอนแล้วดีกว่า》
[อ่อ... ฝันดีนะ]
【แต่นายยังเล่าเรื่องไม่จบเลยนะ ! แล้วไอ โดตะจิน นี่มันใคร ?】
《ไว้เล่าให้ฟังครั้งหน้าละกันนะ~~ แต่จะบอกอะไรให้เป็นอย่างสุดท้ายนะ--》
♂♀
ท้ายที่สุด นักเลงก็ลงเอยแบบนี้
เขาไม่มีทางหนีอีกแล้วในตึกจอดรถหลายชั้นแห่งนี้
เขาไม่มีวันได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับหัวหน้าของเขา ความจริงนักเลงหนุ่มคนนี้ไม่เคยกล้าหาญขนาดนี้มาก่อน แต่หลังจากพบกับสิ่งที่ทำให้สมองเขาปั่นป่วนไปหมด เขาก็ไม่แคร์อะไรอีกต่อไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม เขายังไม่ได้เห็นเคียวขนาดมหึมานั้น
ตอนแรก เขาก็บอกกับตัวเองว่าสิ่งที่เขาเห็น มันคงเป็นแค่ภาพลวงตัวอะไรซักอย่างเท่านั้น แต่หลังจากนั้น เขาก็ได้รู้ว่า ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม เขาเปลี่ยนแปลงอะไรไมได้เลย เขาจึงหยุดคิดเรื่องพวกนั้น
แล้วเขาโดนเตะเข้าอย่างแรงที่คอ ถึงแม้เขาจะได้ยินเสียงแตกหัก ที่ทำให้เขารู้ตัว่าเขาโดนเตะเข้าให้แล้วนั้น แต่มันกลับไม่รู้สึกเหมือนว่ากระดูกเขาหักเลย ความรู้สึกเจ็บปวดแสนสาหัสนั้นกลับไปอยู่ตรงบริเวณต้นคอ มันเป็นความรู้สึกอันเจ็บปวดทรมาณจนเกือบชาไปแล้ว
สำหรับเขาแล้ว ความเจ็บปวดนั้นเป็นแค่เรื่องเล็กๆไปแล้ว
“ได้โปรด... ได้...โปรด... หยุดเถอะครับ... ได้โปรดเถอะครับ... พอทีเถอะ” เขากระเสือกกระสนพูดด้วยความสุภาพแบบหมาขี้แพ้
ในที่สุดเขาก็ได้เข้าใจเหตุการณ์ที่เขากำลังเผชิญอยู่ ถึงแม้เขาจะรู้สึกเหมือนเพียงฝันไป และไม่สามารถหาเหตุผลให้สิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาได้เลย ความกลัวที่เขารู้สึกมันก็เพียงพอที่จะทำให้เขาตื่นจากความมึนงงนั้นแล้ว
แต่เขาก็ไม่ได้เขาใจกระจ่างชัดเจนทั้งหมดหรอก เขาไม่รู้เลยว่าไอเจ้า ‘เงามืด’ นั้นมันคืออะไร (บางทีอาจจะเป็นเทพเจ้าอะไรซักอย่าง) หรือว่าทำไมเขาถึงมาเจอปัญหาแบบนี้
มันก็เกี่ยวข้องกับงานที่เขาทำแหละนะ งานนี้มันก็อันตรายมากๆอยู่แล้ว และเขาก็อาจจะสร้างศัตรูระหว่างที่ทำงานนี้มา แต่ ‘ศัตรู’ มักจะไม่พ้นพวกตำรวจ หรือพวกนักเลงกลุ่มอื่นๆ หรืออาจจะเป็นเป้าหมายของพวกเขา ก็คือพวกต่างด้าว หรือพวกเด็กที่หนีออกจากบ้าน
เขาเตรียมใจมาพร้อมสำหรับทุกๆงานที่เขาได้รับมา และพยายามจะไม่สร้างปัญหาระหว่างที่เขาทำมัน แต่เขาก็ไม่เคยคาดฝันที่จะได้เห็น ‘เงามืด’ ในชุดนักซิ่งมอเตอร์ไซค์ และมาเจอกับทางตันอย่างนี้ กลยุทธิ์ที่ดีที่สุดที่เขาคิดได้ก็คือการวิ่งหนีไปให้ไกล แต่แผนนั้นก็ถูกทำลายไปหมดสิ้น และเขาก็จนมุม
ความน่าจะเป็นเพียงอย่างเดียวที่นักเลงหนุ่มเห็นก็คือ การตายอย่างสมศักดิ์ศรี หรือการยอมแพ้เท่านั้น แต่มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเดาทางศัตรูของเขาเพื่อตัดสินใจว่าเขาควรทำอะไรต่อไป
ท้ายที่สุด ด้วยความสิ้นหวังของเขา นักเลงหนุ่มจึงเลือกใช้หนทางของคนขี้ขลาด และทำตัวปอดแหกเท่าที่เขาจะทำได้ เพื่อต่อรองกับ ‘เงามืด’ นั้น เขากลัวว่าหากเขาไม่ได้พูดออกไป เขาคงถูกกลืนกินไปด้วยความกลัวของเขา
“คุณ... คุณจับคนผิดแล้วล่ะ... ผมจะไม่ต่อต้านคุณเลย... ปล่อยผมไปเถอะนะ.. ได้โปรด ผมขอโทษ ผมขอโทษ!”
นักหลงหนุ่มขนลุกไปทั่วร่างของเขา อย่างกับว่ามียากูซ่าซักคนกำลังจ่อปืนที่หัวของเขา เขาไม่ได้ขยับไปแม้แต่ก้าวเดียว หรือส่งเสียงใดๆออกมาจากจุดที่เขาอยู่เลย ในขณะที่ ‘เงามืด’ นั้นมองดูเขาจากที่เป็นนักเลงดุร้าย ละลายกลายมาเป็นหมาพุดเดิลขี้ขลาดตัวน้อยๆ
เงาดำนั้นทำเพียงแค่มองไปรอบๆ เหมือนกับค้นหาอะไรบางอย่าง โดยหันหลังให้นักเลงนั่น แล้วเขาก็เดินไปที่รถตู้ที่จอดอยู่ในตึกจอดรถนั้น
มันเป็นยานพาหนะที่เห็นได้ทั่วๆไปในแถบสถานีอิเคะบุคุโระ ในยามราตรี มันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมองทะลุเข้าไปข้างในได้ เพราะกระจกหลังนั้นติดฟิล์มดำสนิท
แต่ดูเหมือนว่า ‘เงามืด’ นั้นสามารถมองทะลุเข้าไปในกระจกสีดำสนิทนั้นได้ และเขาก็เดินไปยังรถตู้คันนั้นโดยปราศจากความลังเลใดๆ
เฮ้ย? แย่แล้ว!
นั่นคือรถตู้ที่พวกเขาใช้สำหรับ ‘ทำงาน’ ถึงแม้เขาไม่รู้ความตั้งใจของ ‘เงามืด’ นั้น และถึงแม้จะมีรถคันอื่นๆมากมายรอบๆนั้น เจ้าเงามืดนั้นก็แสดงเจตจำนงในการเดินไปทางรถตู้นั้นอย่างชัดเจน นักเลงหนุ่มจึงมั่นใจว่านั่นแหละคือเป้าหมายของมัน
เฮ้ย! เดี๋ยวสิ! เหี้ยแล้ว! เหี้ยจริงๆแล้วไง!
การกระทำที่ไม่คาดฝันจาก ‘เงามืด’ นั้นทำให้นักเลงหนุ่มเย็นยะเยือกไปถึงกระดูกดำ สมองเขาที่เต็มล้นไปด้วยความกลัว ‘เงามืด’ อยู่แล้ว แต่ตอนนี้ความกลัวที่แตกต่างก็คืบคลานมาจากส่วนที่ลึกกว่าในจิตใจของเขา
เฮ้ยๆๆๆๆ เดี่ยวสิ! เดี๋ยว! เฮ้ยยยย! ถ้า... ถ้ามันเปิดโปงสิ่งที่อยู่ในรถตู้ออกมา พวกกูจบแน่! ชิบหายละ ตายห่า ตายๆๆๆๆๆ—
มันทำอยู่เนี่ย? มันคิดว่ามันกำลังทำเหี้ยอะไรอยู่?
ความกลัวทั้งสองนั้นกำลังผสานเข้าด้วยกันในความคิดของนักเลงหนุ่ม ความกลัวอย่างแรกนั้นมาจากสิ่งที่ไม่น่ามีอยู่จริงที่เขากำลังเห็น อีกอย่างก็คือความกลัวในความเป็นจริงที่กำลังจะเปิดเผยตรงหน้าเขา
ถ้าอะไรที่อยู่ในรถนั่นถูกเปิดโปงออกมา กูเชื่อเลยว่าถ้าตำรวจจะต้องรู้ พวกกูคงโดน ‘กำจัด’ แน่ๆ! กูจะถูกฆ่า และศพกูคงจะถูกฝังในป่าบนภูเขาฟูจิแน่ๆ!
ขาของเขาสั่นอย่างรุนแรง
กูต้องรีบคิดอะไรซักอย่าง คิดสิ... ไม่มีทางที่จะฆ่าไอแว๊นซ์ขี้อวดนี่ได้แน่ๆ
เพื่อที่จะพยายามเอาชนะความกลัวให้ได้ เขารวบรวมความคิดเพื่อหาทางออก
และซักพักถัดมา เขาก็คิดขึ้นได้ ว่าเขาขับก็รถของเขาเองมาที่ตึกจอดรถนี้
เจ้า ‘เงามืด’ นั้นอยู่ห่างจากรถตู้ประมาณ 10 เมตร พอมันหยุดนิ่งเมื่อได้ยินเสียงปิดประตูรถเบาๆจากด้านหลัง มันจึงหันหน้ามาดูตามเสียง แต่แล้วเสียงเครื่องยนตร์ก็ดังก้องกังวาลไปทั่วตึกจอดรถ
‘เงามืด’ นั้นจึงหันหลังกลับมาทั้งตัว แล้วก็เห็นรถสีแดงกำลังวิ่งเข้าใส่เขา รถคันนั้นเร่งความเร็วสุดแรงเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้ ‘เงามืด’ นั้นไม่มีเวลาที่จะไปหลบหลังเสาข้างๆ
‘เงามืด’ นั้นก็เริ่มลังเล แล้วก็ตัดสินใจที่จะทิ้งแผนเดิมที่จะพุ่งเข้าชนรถคันนั้น
ตอนแรกนั้น เขาคิดที่จะเข้าใกล้รถให้มากที่สุด แล้วกระโดดออกด้านข้าง แต่ไม่ได้คาดคิดว่านักเลงหนุ่มคนนั้นจะขับซิ่งมาด้วยความกลัวและเร่งความเร็วได้ขนาดนี้ ทั้งยังไม่เปิดช่องว่างให้ ‘เงามืด’ เลยแม้แต่น้อย
เจ้านักเลงหนุ่มคนนั้นหมุนล้อด้วยความเร็วและรุนแรงเข้าใส่เงามืด
จากนั้นมีเสียงกระแทกอย่างดัง ‘เงามืด’ นั้นก็ลอยหมุนขึ้นไปกลางอากาศ แล้วร่างของมันก็ร่วงลงมากระแทกบนพื้นซีเมนต์อย่างแรง
“ฮ่าๆๆๆๆๆ! มึงวอนเองนะ! อย่ามาเสือกเรื่องของกูให้มากนัก! ไอสัตว์!”
พอรู้สึกได้ถึงแรงกระแทกที่ซัดเอา ‘เงามืด’ นั้นกระเด็นไปก็ทำให้กำลังใจของนักเลงหนุ่มนั้นกลับมา เต็มเปี่ยมไปด้วยความดีใจ เขาเบรครถ แล้วกระโดดลงจากรถก่อนที่มันจะหยุดสนิทดีเสียอีก จากนั้นเขาก็ไปหยิบท่อเหล็กมา หมายมั่นที่จะจัดการด้วยการโจมตีครั้งสุดท้าย แต่ทว่า...
“?!”
วัตถุสีดำหล่นลงมาบริเวณด้านหน้าใกล้ๆกับ ‘เงามืด’ ที่สลบอยู่บนพื้น
จากรูปร่างที่แปลกประหลาดของมัน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเจ้าสิ่งนั้นคือหมวกกันน็อคที่ ‘เงามืด’ นั้นสวมใส่อยู่
สิ่งที่ทำให้เขากลัวที่สุดนั้นไม่ใช่หมวกกันน็อคที่หล่นอยู่บนพื้น แต่เป็นความแปลกประหลาดเกี่ยวกับร่างกายของ ‘เงามืด’ ที่สวมใสหมวกนั้นต่างหาก
“หัว... หัว…!!”
เขาไม่มีหัว !!
กูทำหัวแม่งหลุดไปหรอวะ?! เป็นไปไม่ได้ดิ! กูพึ่งฆ่าคนไปเนี่ยนะ... แต่กูทำเพื่อป้องกันตัวนะเว้ย...
แต่... มัน ไม่ใช่อย่างนั้น... อะไรวะ? เดี๋ยวสิ ไม่ใช่อย่างนั้นใช่มั้ย...
ความแปลกประหลาดของเหตุการณ์ทั้งหมดก่อนหน้าที่มาติดกันเป็นชุดๆนั้นทำสติของนักเลงหนุ่มแตกกระเจิงไป
เขาไม่ได้รู้ตัวเลย
ไม่มีเลือดแม้แต่หยดเดียวไหลออกมาจากร่างไร้หัวนั้น...
♂♀
《สิงห์มอเตอร์ไซค์ทมิฬ— ไม่มีหัว》
♂♀
นักเลงผู้หวาดกลัวค่อยๆเดินเข้าไปยังสิ่งมีชีวิตไร้ศีรษะนั้น และปราศจากซึ่งคำเตือนใดๆ ‘เงามืด’ ไร้ศีรษะนั้น กระโดดขึ้นมาในทันที
♂♀
《มันไม่มีอะไรอยู่บนคอมันเลย แต่มันยังคงขยับได้》
《เอาล่ะ ราตรีสวัสดิ์นะทุกคน~》
—คันระ ออกจากห้องสนทนาแล้ว—
♂♀
“เฮ้ย?!”
ถึงแม้สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดจะบังเกิดต่อหน้าต่อตาเขา แต่นักเลงหนุ่มกลับไม่รู้สึกกลัวเลย เขากลับรู้สึกตะลึงงันเสียมากกว่า
แผนการลับ? เสื้อผ้า? หุ่นยนตร์?
ผู้ชนะการประกวดเปลี่ยนเสื้อผ้า? โฮโลแกรม?
ความฝัน? ภาพลวงตา? ภาพหลอน? มายากล?
ทุกๆคำอธิบายที่เป็นไปได้นั้นจางหายไปอย่างไร้ร่องรอย ก่อนที่เขาจะคิดอะไรมากกว่านี้ได้
ความประหลาดใจที่เขาได้รู้สึกนั้นถูกอธิบายด้วยความจริงที่เขาพึ่งเห็นคนคนหนึ่งถูกชนด้วยรถและปลิวไป แต่กลับยืนขึ้นมาแบบไร้บาดแผลใดๆตรงหน้าเขา
แล้วควันสีดำมืดก็เริ่มหลั่งไหลออกมาจากหลังของเงามืดนั้น และแปรสภาพเป็นเคียวอันน่ากลัวอกีครั้ง
ความประหลาดใจ แปรเปลี่ยนเป็นความกลัวสุดขีด นักเลงหนุ่มอ้าปากค้างอย่างไม่ได้ตั้งใจ และปล่อยเสียงคร่ำครวญด้วยความสิ้นหวังอย่างแท้จริง
ขณะที่ปากของเขากำลังสูดหายใจเข้าไปครั้งแรก ก็รู้สึกได้ถึงของมีคมที่กระแทกเข้ากับคอของเขา—
และโลกที่นักเลงหนุ่มนั้นคุ้นเคย ก็จมลงสู่ความมืดมิดไป
♂♀
โหมดกระซิบ【เฮ้.... คุณเซตตัน ฉันอยากถามอะไรหน่อยน่ะ】
โหมดกระซิบ [โอเค]
โหมดกระซิบ [ว่าไงล่ะ? มีอะไรที่คนอื่นๆไม่ควรรู้งั้นหรอ?]
โหมดกระซิบ 【คุณคันระปกติเค้าชอบทำอะไรประหลาดแบบนี้งั้นหรอ?】
โหมดกระซิบ [ไม่ใช่ว่ามันผ่านจุดที่ว่า ‘ประหลาด’ นั้นไปนานแล้วหรอ?]
โหมดกระซิบ 【ไม่ได้ขนาดนั้น xD แต่ก็นะ ฉันมาห้องแชทนี้เพราะคุณคันระชวนฉันมาน่ะ】
โหมดกระซิบ [ฉันก็ด้วย ถึงเขาจะเอาตัวเองเป็นใหญ่ไปหน่อยก็เถอะ แต่ก็น่าคบหาอยู่นะ]
โหมดกระซิบ 【และเขาก็รู้อะไรตั้งหลายอย่างที่เราไม่รู้】
โหมดกระซิบ [แต่เราไม่รู้นะว่าเรื่องไหนจริงไม่จริงบ้าง... เอ้อ แล้วก็มีบางอย่างที่ฉันอยากจะเตือนคุณ]
โหมดกระซิบ [เรากำลังพูดถึงสิงห์มอเตอร์ไซค์ทมิฬที่ท่องเที่ยวไปเมืองใช่มั้ย?]
โหมดกระซิบ [ฉันคิดว่าเราอย่าไปยุ่งกับเรื่องแบบนั้นเลยดีกว่านะ~]
โหมดกระซิบ [ฝันดี ~]
—เซตตัน ออกจากห้องสนทนาแล้ว—
โหมดกระซิบ 【เอ๋?】
โหมดกระซิบ 【อ่าว ไปแล้วหรอ ราตรีสวัสดิ์ละกัน ~】
โหมดกระซิบ 【ช่างเถอะ.】
—ทานากะ ทาโร่ ออกจากห้องสนทนาแล้ว—
♂♀
นักซิ่งไร้หัวค่อยๆหยิบเอาหมวกกันน็อคเขาขึ้นมา แล้วกดมันลงบนผิวหนังรอบคอเขา เงามืดส่วนหนึ่งที่ออกมาจากคอเสื้อของเขา ดูเหมือนจะค่อยๆไหลออกมารวมกับหมวกกันน็อคอันนั้น
เมื่อทำอะไรซักอย่างนั่นเสร็จแล้ว นักซิ่งไร้หัวก็เดินไปยังรถตู้ที่เป็นเป้าหมายตั้งแต่แรก…
--ณ ทางออกของตึกจอดรถ
นักซิ่งไร้หัวได้ทำงานสำเร็จลุล่วงแล้ว และจากสถานที่แห่งนั้นมาอย่างเงียบสงัด มีคนจำนวนหนึ่งที่นอนอยู่บนพื้นถนน ดูเหมือนว่าไม่มีใครเดินผ่านมาเลย หรืออาจจะเป็นว่าคนที่เดินผ่านไปนั้นทำเป็นไม่สนใจก็เป็นได้
มอเตอร์ไซค์สีดำทมิฬที่หยุดนิ่งอยู่ท่ามกลางความมืด เครื่องยนตร์ของมันคำรามออกมาราวกับเป็นการต้อนรับเจ้าของของมัน เครื่องยนตร์ที่เงียบสนิทตลอดเส้นทางที่มา กลับคำรามออกมาด้วยตัวของมันเอง ถึงแม้จะไม่ได้เสียบกุญแจสตาร์ทรถเอาไว้เลยก็ตาม
นักซิ่งไร้หัวใช้มือลูบบริเวณถังน้ำมันเพื่อตอบรับเสียงคำรามของมอเตอร์ไซค์คันนี้ ราวกับกำลังลูบม้าสุดรักของตนเองอยู่ ส่วนเจ้ามอเตอร์ไซค์นั้นก็ดูเหมือนจะพอใจ และเสียงเครื่องยนตร์ก็ดับไป จากนั้นนักซิ่งไร้หัวก็ขึ้นนั่งบนมอเตอร์ไซค์คันนั้น
มอเตอร์ไซค์สีดำทมิฬที่ไม่มีแม้แต่ไฟหน้า นำพาเจ้านายของมันออกไป
ขับเคลื่อนไปท่ามกลางท้องฟ้าที่ไร้ซึ่งดวงดารา
โดยปราศจากซึ่งเสียงใดๆ ราวกับมันกำลังกลืนกินไปกับความมืดมิด...

No comments:
Post a Comment
แนะนำ ติชม แสดงความคิดเห็นได้เลยนะครับ :D