บทที่ 2 : นักซิ่งไร้หัว , มุมมองคนนอก (ตอนที่ 1)
กรุงโตเกียว ย่านโทชิม่า สถานีอิเคบุคุโระ
รถไฟสายโทบุ โทโจ หน้าทางออกกลางบริเวณจุดขายตั๋ว
“ฉันอยากกลับบ้านจัง” หนุ่มวัยรุ่นพึมพำกับตัวเอง
คำพูดนี้มันพูดสั้นและง่่ายๆสุดๆแล้ว หากเทียบกับความคิดอันน่าปวดหัวและสับสนจำนวนมากมายที่วนเวียนอยู่ในหัวของเขา แต่ยังไงก็คง ไม่มีอะไรอธิบายความรู้สึกของเขาได้ดีไปกว่า คำพูดประโยคนี้อีกแล้วล่ะ
มองไปจนสุดสายตาของเด็กหนุ่มคนนี้ก็มีเพียงแต่ ผู้คน ผู้คน ผู้คน แล้วก็ผู้คน หรือง่ายๆก็คือ มีแต่ผู้คน จำนวนมากจนนับไม่ถ้วน มีเพียงแต่ฝูงชนเท่านั้นที่อยู่ในสายตาของเขา เวลาตอนนี้ก็เลยหกโมงเย็นไปแล้ว ช่วงเวลาที่คลื่นฝูงชนกำลังกลับบ้านจากที่ทำงานและโรงเรียน มันยังไม่ถึงจุดสูงสุดนะ แต่ก็เพียงพอที่จะเรียกฝูงชนนี้ว่า “มหาชน” ได้
ในชั้นใต้ดินที่เต็มไปด้วยมนุษย์จำนวนมาก ที่ทางออกกลางของสถานีอิเคบุคุโระ เด็กหนุ่มคนหนึ่งเกือบจะลืมเป้าหมายของเขาท่ามกลางสายตาผู้คนมากมาย
ชายหนุ่มที่ดูเหมือนจะเป็นพนักงานบริษัทกระแทกไหล่เด็กวัยรุ่นคนนั้น เด็กหนุ่มคนนั้นก็กำลังจะขอโทษออกไปตามสัญชาติญาณ แต่ทว่าชายหนุ่มคนนั้นกลับไม่ได้สนใจเขาเลย และเดินจากไปเฉยๆ เด็กหนุ่มก้มหัวลง แล้วพูดเบาๆออกมา “ขอโทษครับ” จากนั้นก็ไปยืนพิงเสาที่อยู่ไกลจากประตูรับตั๋ว
เด็กหนุ่มคนนั้น--- ริวงามิเนะ มิคาโดะ รู้สึกมวนในท้อง เชื่อว่าคงมาจากความตื่นตระหนกของเขาเอง ตัวเขานั้นให้ความรู้สึกที่ดูกังวลใจ ขัดกับชื่ออันยิ่งใหญ่ของเขาอย่างมาก
ตามคำขอของเพื่อนเก่า เขาจึงมาที่อิเคบุคุโระเป็นครั้งแรก ถ้าให้เจาะจงกว่านี้ ลืมอิเคบุคุโระไปเถอะ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาย่างกรายเข้ามาในกรุงโตเกียวตลอดทั้งชีวิตอายุ 16 ปีของเขา
เขาไม่เคยจากบ้านเกิดเขามาเลย และเขาก็พลาดการทัศนศึกษาตลอดทุกๆครั้งในตอนอยู่ประถมศึกษา ตอนที่่แม้แต่ตัวเขารู้สึกว่าสถานการณ์นี้คงไม่ได้แย่ไปกว่านี้อีกแล้ว-- เขาก็ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนเอกชนในย่านโทชิม่า เป็นโรงเรียนใหม่ที่พึ่งก่อตั้งเมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ และมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าโรงเรียนทั่วไป เป็นที่โอ้อวดกันว่าเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ดีที่สุดในเมืองหลวง ความจริงเขายังมีสิทธิ์เลือกโรงเรียนม.ปลายที่บ้านเกิดของเขาก็ได้ แต่เขาอยากจะใช้ชีวิตในเมืองมาเสมอ บวกกับเพื่อนเก่าของเขาที่ย้ายมาที่นี่ตั้งแต่ชั้นประถม ได้ชวนให้เขามาเรียนด้วยกัน
ถึงแม้เขาจะย้ายโรงเรียนมา บ้านของมิคาโดะนั้นมีอินเตอร์เนทตั้งแต่สมัยประถมแล้ว สองคนนี้จึงติดต่อกันได้เสมอๆ และก็สนิทกันพอที่จะแชทออนไลน์ทุกๆวันหลังจากเข้ามัธยมแล้ว ถึงแม้จะไม่ได้เจอกันมานานแสนนานก็ตาม
พ่อแม่ของมิคาโดะไม่ได้ใช้อินเตอร์เนทมากมายนัก และก็ไม่ค่อยเข้าใจในมิตรภาพของพวกเขาเท่าไหร่ พอพวกเขาได้รู้ว่าลูกชายของพวกเขาจะไปในเมืองกรุงเพียงเพราะ “เพื่อนผมที่ย้ายออกไปตั้งแต่ตอนประถมชวนผมไป” พวกเขาก็ทำใจให้ยอมรับไม่ได้ ถึงแม้พวกเขาจะไม่ได้พูดออกมา แต่พวกเขาก็อยากให้ลูกชายของเขาเรียนในโรงเรียนเอกชนที่ค่าเทอมถูกกว่าใกล้บ้าน พูดง่ายๆก็คือ พ่อแม่ของเขาไม่เห็นด้วยเลยแม้แต่น้อย แต่เขาก็ทำให้พ่อแม่สงบลงได้โดยตกลงกันว่า เขาจะเป็นคนจ่ายค่าใ้ช้จ่ายอย่างอื่นนอกจากค่าเล่าเรียนของเขาเองโดยการทำงานพาร์ทไทม์ และถึงแม้เขากำลังจะเริ่มต้นชีวิตในโลกใบใหม่ที่สดใสนี้ แต่ทว่า...
“ฉันตัดสินใจผิดไปรึเปล่านะ...?”
เผชิญหน้ากับฝูงชนมากมายที่ไม่สนใจในตัวตนของเขาสร้างผลกระทบที่ตรงกับข้ามโดยทำให้มิคาโดะรู้สึกกดดันสุดๆ ถึงแม้เขารู้ว่าเขาเพียงคิดมากไป ความกังวลว่าจะปรับตัวเข้ากับที่แห่งนี้ได้มั้ยก็ทำให้เขากระวนกระวายสุดๆ ขณะที่เขากำลังถอนหายใจเป็นครั้งที่ห้าในวันนี้ เสียงที่ไม่คุ้นเคยก็ดังมา
“โย่ มิคาโดะ”
“?!”
เขารีบเงยหน้าขึ้นมามองหา เด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลที่ และใบหน้าขที่เต็มด้วยความไร้เดียงสาเหมือนเด็กๆในความทรงจำ แต่มันก็พังทลายอย่างสิ้นเชิงด้วยสีผมและตุ้มหูของเขา
ชั่วขณะหนึ่ง ร่างกายของมิึคาโดะก็เต็มไปด้วยความกลัว คิดว่าเขากำลังเผชิญหน้าอยู่กับนักต้มตุ๋นหรือพวกนักเลงอะไรนี่รึเปล่า แต่พอเขารู้ตัวว่าตัวเขานั้นถูกเรียกชื่อมานี่นา เขาก็เพ่งมองชายหนุ่มคนนั้นอย่างตั้งใจ แล้วมิคาโดะก็พบร่องรอยจากความทรงจำในวัยเด็กบนหน้าของคนคนนั้น
“เอิ่ม... คิดะคุง?”
“นี่นายถามจริงดิ? งั้นให้ฉันตอบนายละกัน ให้เลือก 1 ในตัวเลือกต่อไปนี้ 1. มาซาโอมิ คิดะ 2. มาซาโอมิ คิดะ 3. มาซาโอมิ คิดะ”
ด้วยคำพูดนั้น มิคาโดะก็ได้ยิ้มออกมาเป็นครั้งแรกที่มาเยือนอิเคบุคุโระแห่งนี้
“ว้าว คิดะคุง ! คิดะคุงจริงๆด้วย!”
“แล้วนายก็ไม่สนใจมุขที่ฉันอุตส่าห์ใช้เวลาคิดตั้งสามปี... ไม่เจอกันนานนะพวก !”
“เราก็พึ่งแชทกันเมื่อวานไม่ใช่รึไง? แต่ยังไงก็เถอะ นายทำฉันตกใจจริงๆนะ เปลี่ยนไปจนจำไมไ่ด้เลยแหนะ ไม่เคยคิดว่านายจะย้อมผมตัวเองเลยนะ และมุขตะกี๊มันกากสุดๆเลยรู้มะ”
ถึงแม้พวกเขาจะได้แชทกันแทบทุกวัน มิคาโดะก็ไม่เคยรู้ว่าเพื่อนเขาเปลี่ยนไปมากเพียงใด เสียงของคิดะก็ทุ้มต่ำลงด้วย ก็คงไม่แปลกที่มิคาโดะจำไม่ได้
มาซาโอมิ คิดะยิ้มแหยะๆกลับมา แล้วก็เถียงมิคาโดะกลับไป
“ก็มันผ่านมาตั้งสี่ปีแล้วนี่หว่า แล้วอีกอย่าง มิคาโดะ นายนั่นแหละที่แทบไม่เปลี่ยนไปเลย ไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่นิดตั้งแต่ประถมละ แต่เดี๋ยวก่อน... อย่ามาว่าฉันกากนะเว้ย!”
ขณะที่เขากำลังพูด มาซาโอมิก็ลูบหัวมิคาโดะที่หน้าเด็กกว่าเขามากมายรัวๆ
“เฮ้ หยุดเลย ก็นายเอาแต่ยิงมุขกากๆทุกครั้งที่เราแชทกันเลยนี่หว่า”
มิคาโดะผลักมือของเพื่อนเขาออกไปอย่างเร็ว แต่ความจริงเขาก็ไม่ได้เกลียดหรอกนะที่โดนปฏิบัติอย่างนี้ ไม่ว่าจะเป็นตอนประถม หรือเวลาแชทออนไลน์กัน ก็มักจะเป็นมาซาโอมิที่เป็นผู้นำและพามิคาโดะไปทั่วอยู่เสมอๆ และมิคาโดะก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับการที่เป็นอย่างนี้นักหรอก
หลังจากได้แก้แค้นแล้ว มาซาโอมิก็เริ่มเดินเข้าไปในฝูงชน
“งั้นก็ ไปกันเถอะ ออกไปจากตรงนี้ก่อนละกัน ฉันกำลังมีอารมณ์อยากไป ‘ฝั่งตะวันตก’ ฉันแกล้งเดินไปฝั่งตะวันตก แต่จริงๆแล้วเรากำลังไปทางฝั่งห้างเซย์บุต่างหาก! ฉันเป็นไกด์ที่เจ้าเล่ห์สุดๆไปเลยใช่มั้ยล่ะ?”
“อ๋อ แล้วทางออกฝั่งตะวันตก กับทางออกฝั่งห้างเซย์บุมันต่างกันยังไงล่ะ?”
“....แป้กอีกแล้วตู”
ขณะเขาที่เดินตามมาซาโอมิไป ความกลัวของมิคาโดะก็หายไปอย่างรวดเร็ว จากแค่การเดินตามคนที่รู้จักเมืองนี้ดี และในขณะเดียวกันก็เป็นเพื่อนเก่าที่ทำให้มิคาโดะเห็นเมืองนี้ในแสงสีที่ต่างออกไป
“เอิ่ม ในอิเคบุคุโระเนี่ย ห้างโทวบุ(แปลว่า ตะวันออก)อยู่ทางออกฝั่งตะวันตก และห้างเซย์บุ(แปลว่า ตะวันตก) อยู่ทางออกฝั่งตะวันออก... โอย ให้ตายสิ นี่ฉันทำอะไรอยู่เนี่ย มานั่งอธิบายมุขที่แป๊กไปแล้ว”
“ทำตัวโง่ๆอยู่ล่ะมั้ง?”
“...ปากจัดจริงๆนะมึงเนี่ย”
มาซาโอมิทำหน้าเครียด แต่ก็ถอนหายใจด้วยความจำนน แล้วก็บ่นพึมพำๆ
“ช่างเหอะ ฉันจะลืมๆมันไป เพราะฉันเป็นคนดีไงล่ะ เอาล่ะ นายอยากไปไหนเปล่า?”
“อืม... ที่ฉันเคยบอกนายในแชทไป คงเป็น Sunshine แหละนะ”
“ตอนนี้เลยหรอ? อืมม ก็โอเคนะ แต่ถ้านายอยากจะไป น่าจะมีสาวๆไปด้วย รู้เปล่า”
Sunshine 60 นั้นมีชื่อเสียงว่าเคยเป็นตึกที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น ถึงแม้จะเสียตำแหน่งนี้ให้แก่อาคารสำนักงานบริหารมหานครโตเกียว และหอคอยแลนด์มาร์คไปแล้วก็ตาม แต่ด้วยพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ และสวนสนุกนัมจาแลนด์ ที่นี่จึงเป็นสถานที่พักผ่อนอันโด่งดังสำหรับเด็กนักเรียนและครอบครัวในช่วงวันหยุด
ถึงแม้เขาจะรู้สึกเหมือนพวกตามเทรนด์ไปเรื่อย แต่มิคาโดะก็ไม่รู้แล้วว่าจะไปไหนดี มีที่ดังๆอีกที่ที่เขารู้จักมาจากละครทีวี แต่ว่า..
“แล้วก็มี Ikebukuro West Gate Park”
“อ๋อ ฉันได้ดูละครเรื่องนั้นด้วย ฉันซื้อทั้งนิยายแล้วก็หนังสือการ์ตูนมาครบเซ็ตเลยนะ”
“ไม่ๆๆ ฉันไม่ได้พูดถึงละครเรื่องนั้น แต่เป็นสถานที่ West Gate Park น่ะ”
พอได้ยินอย่างนั้น มาซาโอมิก็ยืนนิ่งไปชั่วครู่ แล้วหัวเราะออกมาพร้อมด้วยใบหน้าที่เข้าใจกระจ่างแจ้ง
“ความจริงเค้าเรียกกันว่าสวนสาธารณะฝั่งประตูทางออกตะวันตกของสถานีอิเคบุคุโระน่ะ”
“เหหห คนอิเคบุคุโระเค้าไม่ได้เรียกกันอย่างนั้นหรอ?”
“ไอคำว่า ‘คนอิเคบุคุโระ’ นี่มันคืออะไร? อะไรของมึงเนี่ย? อยากไปใช่เปล่า?”
พอเห็นมาซาโอมิหยุดเดิน มิคาโดะก็ส่ายหน้าอย่างเร็วและปฏิเสธ
“ช่างมันเหอะ! นี่ก็จะมืดแล้วนะ?! เดี๋ยวก็โดนพวกแกงค์นักเลงสีนั่นรุมฆ่าหรอก!”
(หมายถึงแกงค์นักเลงที่แบ่งพวกด้วยการสวมเสื้อผ้าเป็นสีๆ ตั้งแต่ที่ละคร Ikebukuro West Gate Park ออกฉาย ก็เริ่มมีแกงค์นี้อยู่ในสวนสาธารณะนั้นจริงๆ)
“โอย ให้ตายสิ ฉันล่ะเซ็งจริงๆที่นายพูดซะจริงจังขนาดนั้น อีกอย่าง นี่มันยังไม่ 6 โมงเย็นเลยนะ? ความป๊อดของนายไม่เปลี่ยนไปเลยจริงๆ”
มาซาโอมิยิ้มแบบปลงตก และเดินนำมิคาโดะฝ่าฝูงชนต่อไป คนไม่แน่นมากนักเมื่อเทียบกับฝูงชนที่จุดขายตั๋ว แต่มิคาโดะยังไม่ค่อยชินกับการเดินในฝูงชนเท่าไรนัก จึงค่อนข้างยากสำหรับเขาที่ต้องคอยหลบไม่ให้ชนกับผู้คน
“แกงค์นักเลงสีมีน้อยลงนะเดี๋ยวนี้ เมื่อปีก่อนนี่มีแกงค์ที่เห็นเด่นๆมากกว่านี้เยอะ แต่พวกมันดันไปมีเรื่องกับพวกกลุ่มไซตามะ และหลายคนก็โดนตำรวจจับ ตั้งแต่นั้นมา แค่คนที่สวมเสื้อผ้าสีเหมือนๆกันอยู่เป็นกลุ่ม ก็มีตำรวจมาไล่บี้ละ เดี๋ยวนี้ส่วนใหญ่พวกแกงค์นี้ก็จะออกมากันตอนกลางคืน และพวกมันก็จะไม่ทำอะไรโจ่งแจ้งนักในตอนกลางวัน หรือจนกว่าพวกคนทำงานจะกลับบ้านหมดแล้ว ซึ่งมันก็คนละเรื่องกับพวกแกงค์ซิ่งมอเตอร์ไซค์เลยนะ มีรายงานข่าวหรือหนังสือพิมพ์ลงข่าวอยู่บ่อยๆเกี่ยวกับเรื่องที่พวกนั้นปะทะกับตำรวจน่ะนะ แต่ก็ไม่ได้มีในอิเคบุคุโระหรอก ส่วนใหญ่ในย่านคาบุกิมากกว่า”
“แกงค์ซิ่งมอเตอร์ไซค์?!”
“ไม่ๆ อย่างที่บอก ว่าพวกมันไม่ออกมาเพ่นพ่านใกล้ๆสถานีรถไฟในช่วงเวลานี้ของวันหรอก”
พอได้ยินอย่างนั้น มิคาโดะก็ถอนหายใจด้วยความโล่งใจออกมา
“งั้น... อิเคบุคุโระในตอนนี้ ปลอดภัยไหม?”
“ไม่เชิงว่าปลอดภัย ฉันรู้แค่เรื่องเล็กๆน้อยๆ ไม่ได้รู้เรื่องทุกอย่างของที่นี่ แค่จำนวนพวกแกงค์นักเลงสี แกงค์ซิ่งมอเตอร์ไซค์พวกนี้ก็มีเยอะอยู่แล้ว และก็ยังมีเรื่องอันตรายอื่นๆอยู่อีกมากมาย ขนาดในกลุ่มคนธรรมดาๆ ก็มีคนที่ นายไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวด้วย แต่ก็นะ นายไม่ใช่พวกที่ไปหาเรื่องใครอยู่แล้วนี่นา ตราบใดที่นายอยู่ห่างๆพวกนักต้มตุ๋น พ่อค้าน่าสงสัย และพวกแกงค์ซิ่งมอเตอร์ไซค์ แกงค์นักเลงสี นายก็คงแฮปปี้ดีแล้วล่ะ”
“เข้าใจล่ะ”
ถึงแม้เขาจะยังสงสัยเกี่ยวกับผู้คนที่ ไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวด้วย เขาก็ไม่ถามคำถามนี้ออกมา
กรุงโตเกียว ย่านโทชิม่า สถานีอิเคบุคุโระ
รถไฟสายโทบุ โทโจ หน้าทางออกกลางบริเวณจุดขายตั๋ว
“ฉันอยากกลับบ้านจัง” หนุ่มวัยรุ่นพึมพำกับตัวเอง
คำพูดนี้มันพูดสั้นและง่่ายๆสุดๆแล้ว หากเทียบกับความคิดอันน่าปวดหัวและสับสนจำนวนมากมายที่วนเวียนอยู่ในหัวของเขา แต่ยังไงก็คง ไม่มีอะไรอธิบายความรู้สึกของเขาได้ดีไปกว่า คำพูดประโยคนี้อีกแล้วล่ะ
มองไปจนสุดสายตาของเด็กหนุ่มคนนี้ก็มีเพียงแต่ ผู้คน ผู้คน ผู้คน แล้วก็ผู้คน หรือง่ายๆก็คือ มีแต่ผู้คน จำนวนมากจนนับไม่ถ้วน มีเพียงแต่ฝูงชนเท่านั้นที่อยู่ในสายตาของเขา เวลาตอนนี้ก็เลยหกโมงเย็นไปแล้ว ช่วงเวลาที่คลื่นฝูงชนกำลังกลับบ้านจากที่ทำงานและโรงเรียน มันยังไม่ถึงจุดสูงสุดนะ แต่ก็เพียงพอที่จะเรียกฝูงชนนี้ว่า “มหาชน” ได้
ในชั้นใต้ดินที่เต็มไปด้วยมนุษย์จำนวนมาก ที่ทางออกกลางของสถานีอิเคบุคุโระ เด็กหนุ่มคนหนึ่งเกือบจะลืมเป้าหมายของเขาท่ามกลางสายตาผู้คนมากมาย
ชายหนุ่มที่ดูเหมือนจะเป็นพนักงานบริษัทกระแทกไหล่เด็กวัยรุ่นคนนั้น เด็กหนุ่มคนนั้นก็กำลังจะขอโทษออกไปตามสัญชาติญาณ แต่ทว่าชายหนุ่มคนนั้นกลับไม่ได้สนใจเขาเลย และเดินจากไปเฉยๆ เด็กหนุ่มก้มหัวลง แล้วพูดเบาๆออกมา “ขอโทษครับ” จากนั้นก็ไปยืนพิงเสาที่อยู่ไกลจากประตูรับตั๋ว
เด็กหนุ่มคนนั้น--- ริวงามิเนะ มิคาโดะ รู้สึกมวนในท้อง เชื่อว่าคงมาจากความตื่นตระหนกของเขาเอง ตัวเขานั้นให้ความรู้สึกที่ดูกังวลใจ ขัดกับชื่ออันยิ่งใหญ่ของเขาอย่างมาก
ตามคำขอของเพื่อนเก่า เขาจึงมาที่อิเคบุคุโระเป็นครั้งแรก ถ้าให้เจาะจงกว่านี้ ลืมอิเคบุคุโระไปเถอะ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาย่างกรายเข้ามาในกรุงโตเกียวตลอดทั้งชีวิตอายุ 16 ปีของเขา
เขาไม่เคยจากบ้านเกิดเขามาเลย และเขาก็พลาดการทัศนศึกษาตลอดทุกๆครั้งในตอนอยู่ประถมศึกษา ตอนที่่แม้แต่ตัวเขารู้สึกว่าสถานการณ์นี้คงไม่ได้แย่ไปกว่านี้อีกแล้ว-- เขาก็ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนเอกชนในย่านโทชิม่า เป็นโรงเรียนใหม่ที่พึ่งก่อตั้งเมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ และมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าโรงเรียนทั่วไป เป็นที่โอ้อวดกันว่าเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ดีที่สุดในเมืองหลวง ความจริงเขายังมีสิทธิ์เลือกโรงเรียนม.ปลายที่บ้านเกิดของเขาก็ได้ แต่เขาอยากจะใช้ชีวิตในเมืองมาเสมอ บวกกับเพื่อนเก่าของเขาที่ย้ายมาที่นี่ตั้งแต่ชั้นประถม ได้ชวนให้เขามาเรียนด้วยกัน
ถึงแม้เขาจะย้ายโรงเรียนมา บ้านของมิคาโดะนั้นมีอินเตอร์เนทตั้งแต่สมัยประถมแล้ว สองคนนี้จึงติดต่อกันได้เสมอๆ และก็สนิทกันพอที่จะแชทออนไลน์ทุกๆวันหลังจากเข้ามัธยมแล้ว ถึงแม้จะไม่ได้เจอกันมานานแสนนานก็ตาม
พ่อแม่ของมิคาโดะไม่ได้ใช้อินเตอร์เนทมากมายนัก และก็ไม่ค่อยเข้าใจในมิตรภาพของพวกเขาเท่าไหร่ พอพวกเขาได้รู้ว่าลูกชายของพวกเขาจะไปในเมืองกรุงเพียงเพราะ “เพื่อนผมที่ย้ายออกไปตั้งแต่ตอนประถมชวนผมไป” พวกเขาก็ทำใจให้ยอมรับไม่ได้ ถึงแม้พวกเขาจะไม่ได้พูดออกมา แต่พวกเขาก็อยากให้ลูกชายของเขาเรียนในโรงเรียนเอกชนที่ค่าเทอมถูกกว่าใกล้บ้าน พูดง่ายๆก็คือ พ่อแม่ของเขาไม่เห็นด้วยเลยแม้แต่น้อย แต่เขาก็ทำให้พ่อแม่สงบลงได้โดยตกลงกันว่า เขาจะเป็นคนจ่ายค่าใ้ช้จ่ายอย่างอื่นนอกจากค่าเล่าเรียนของเขาเองโดยการทำงานพาร์ทไทม์ และถึงแม้เขากำลังจะเริ่มต้นชีวิตในโลกใบใหม่ที่สดใสนี้ แต่ทว่า...
“ฉันตัดสินใจผิดไปรึเปล่านะ...?”
เผชิญหน้ากับฝูงชนมากมายที่ไม่สนใจในตัวตนของเขาสร้างผลกระทบที่ตรงกับข้ามโดยทำให้มิคาโดะรู้สึกกดดันสุดๆ ถึงแม้เขารู้ว่าเขาเพียงคิดมากไป ความกังวลว่าจะปรับตัวเข้ากับที่แห่งนี้ได้มั้ยก็ทำให้เขากระวนกระวายสุดๆ ขณะที่เขากำลังถอนหายใจเป็นครั้งที่ห้าในวันนี้ เสียงที่ไม่คุ้นเคยก็ดังมา
“โย่ มิคาโดะ”
“?!”
เขารีบเงยหน้าขึ้นมามองหา เด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลที่ และใบหน้าขที่เต็มด้วยความไร้เดียงสาเหมือนเด็กๆในความทรงจำ แต่มันก็พังทลายอย่างสิ้นเชิงด้วยสีผมและตุ้มหูของเขา
ชั่วขณะหนึ่ง ร่างกายของมิึคาโดะก็เต็มไปด้วยความกลัว คิดว่าเขากำลังเผชิญหน้าอยู่กับนักต้มตุ๋นหรือพวกนักเลงอะไรนี่รึเปล่า แต่พอเขารู้ตัวว่าตัวเขานั้นถูกเรียกชื่อมานี่นา เขาก็เพ่งมองชายหนุ่มคนนั้นอย่างตั้งใจ แล้วมิคาโดะก็พบร่องรอยจากความทรงจำในวัยเด็กบนหน้าของคนคนนั้น
“เอิ่ม... คิดะคุง?”
“นี่นายถามจริงดิ? งั้นให้ฉันตอบนายละกัน ให้เลือก 1 ในตัวเลือกต่อไปนี้ 1. มาซาโอมิ คิดะ 2. มาซาโอมิ คิดะ 3. มาซาโอมิ คิดะ”
ด้วยคำพูดนั้น มิคาโดะก็ได้ยิ้มออกมาเป็นครั้งแรกที่มาเยือนอิเคบุคุโระแห่งนี้
“ว้าว คิดะคุง ! คิดะคุงจริงๆด้วย!”
“แล้วนายก็ไม่สนใจมุขที่ฉันอุตส่าห์ใช้เวลาคิดตั้งสามปี... ไม่เจอกันนานนะพวก !”
“เราก็พึ่งแชทกันเมื่อวานไม่ใช่รึไง? แต่ยังไงก็เถอะ นายทำฉันตกใจจริงๆนะ เปลี่ยนไปจนจำไมไ่ด้เลยแหนะ ไม่เคยคิดว่านายจะย้อมผมตัวเองเลยนะ และมุขตะกี๊มันกากสุดๆเลยรู้มะ”
ถึงแม้พวกเขาจะได้แชทกันแทบทุกวัน มิคาโดะก็ไม่เคยรู้ว่าเพื่อนเขาเปลี่ยนไปมากเพียงใด เสียงของคิดะก็ทุ้มต่ำลงด้วย ก็คงไม่แปลกที่มิคาโดะจำไม่ได้
มาซาโอมิ คิดะยิ้มแหยะๆกลับมา แล้วก็เถียงมิคาโดะกลับไป
“ก็มันผ่านมาตั้งสี่ปีแล้วนี่หว่า แล้วอีกอย่าง มิคาโดะ นายนั่นแหละที่แทบไม่เปลี่ยนไปเลย ไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่นิดตั้งแต่ประถมละ แต่เดี๋ยวก่อน... อย่ามาว่าฉันกากนะเว้ย!”
ขณะที่เขากำลังพูด มาซาโอมิก็ลูบหัวมิคาโดะที่หน้าเด็กกว่าเขามากมายรัวๆ
“เฮ้ หยุดเลย ก็นายเอาแต่ยิงมุขกากๆทุกครั้งที่เราแชทกันเลยนี่หว่า”
มิคาโดะผลักมือของเพื่อนเขาออกไปอย่างเร็ว แต่ความจริงเขาก็ไม่ได้เกลียดหรอกนะที่โดนปฏิบัติอย่างนี้ ไม่ว่าจะเป็นตอนประถม หรือเวลาแชทออนไลน์กัน ก็มักจะเป็นมาซาโอมิที่เป็นผู้นำและพามิคาโดะไปทั่วอยู่เสมอๆ และมิคาโดะก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับการที่เป็นอย่างนี้นักหรอก
หลังจากได้แก้แค้นแล้ว มาซาโอมิก็เริ่มเดินเข้าไปในฝูงชน
“งั้นก็ ไปกันเถอะ ออกไปจากตรงนี้ก่อนละกัน ฉันกำลังมีอารมณ์อยากไป ‘ฝั่งตะวันตก’ ฉันแกล้งเดินไปฝั่งตะวันตก แต่จริงๆแล้วเรากำลังไปทางฝั่งห้างเซย์บุต่างหาก! ฉันเป็นไกด์ที่เจ้าเล่ห์สุดๆไปเลยใช่มั้ยล่ะ?”
“อ๋อ แล้วทางออกฝั่งตะวันตก กับทางออกฝั่งห้างเซย์บุมันต่างกันยังไงล่ะ?”
“....แป้กอีกแล้วตู”
ขณะเขาที่เดินตามมาซาโอมิไป ความกลัวของมิคาโดะก็หายไปอย่างรวดเร็ว จากแค่การเดินตามคนที่รู้จักเมืองนี้ดี และในขณะเดียวกันก็เป็นเพื่อนเก่าที่ทำให้มิคาโดะเห็นเมืองนี้ในแสงสีที่ต่างออกไป
“เอิ่ม ในอิเคบุคุโระเนี่ย ห้างโทวบุ(แปลว่า ตะวันออก)อยู่ทางออกฝั่งตะวันตก และห้างเซย์บุ(แปลว่า ตะวันตก) อยู่ทางออกฝั่งตะวันออก... โอย ให้ตายสิ นี่ฉันทำอะไรอยู่เนี่ย มานั่งอธิบายมุขที่แป๊กไปแล้ว”
“ทำตัวโง่ๆอยู่ล่ะมั้ง?”
“...ปากจัดจริงๆนะมึงเนี่ย”
มาซาโอมิทำหน้าเครียด แต่ก็ถอนหายใจด้วยความจำนน แล้วก็บ่นพึมพำๆ
“ช่างเหอะ ฉันจะลืมๆมันไป เพราะฉันเป็นคนดีไงล่ะ เอาล่ะ นายอยากไปไหนเปล่า?”
“อืม... ที่ฉันเคยบอกนายในแชทไป คงเป็น Sunshine แหละนะ”
“ตอนนี้เลยหรอ? อืมม ก็โอเคนะ แต่ถ้านายอยากจะไป น่าจะมีสาวๆไปด้วย รู้เปล่า”
Sunshine 60 นั้นมีชื่อเสียงว่าเคยเป็นตึกที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น ถึงแม้จะเสียตำแหน่งนี้ให้แก่อาคารสำนักงานบริหารมหานครโตเกียว และหอคอยแลนด์มาร์คไปแล้วก็ตาม แต่ด้วยพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ และสวนสนุกนัมจาแลนด์ ที่นี่จึงเป็นสถานที่พักผ่อนอันโด่งดังสำหรับเด็กนักเรียนและครอบครัวในช่วงวันหยุด
ถึงแม้เขาจะรู้สึกเหมือนพวกตามเทรนด์ไปเรื่อย แต่มิคาโดะก็ไม่รู้แล้วว่าจะไปไหนดี มีที่ดังๆอีกที่ที่เขารู้จักมาจากละครทีวี แต่ว่า..
“แล้วก็มี Ikebukuro West Gate Park”
“อ๋อ ฉันได้ดูละครเรื่องนั้นด้วย ฉันซื้อทั้งนิยายแล้วก็หนังสือการ์ตูนมาครบเซ็ตเลยนะ”
“ไม่ๆๆ ฉันไม่ได้พูดถึงละครเรื่องนั้น แต่เป็นสถานที่ West Gate Park น่ะ”
พอได้ยินอย่างนั้น มาซาโอมิก็ยืนนิ่งไปชั่วครู่ แล้วหัวเราะออกมาพร้อมด้วยใบหน้าที่เข้าใจกระจ่างแจ้ง
“ความจริงเค้าเรียกกันว่าสวนสาธารณะฝั่งประตูทางออกตะวันตกของสถานีอิเคบุคุโระน่ะ”
“เหหห คนอิเคบุคุโระเค้าไม่ได้เรียกกันอย่างนั้นหรอ?”
“ไอคำว่า ‘คนอิเคบุคุโระ’ นี่มันคืออะไร? อะไรของมึงเนี่ย? อยากไปใช่เปล่า?”
พอเห็นมาซาโอมิหยุดเดิน มิคาโดะก็ส่ายหน้าอย่างเร็วและปฏิเสธ
“ช่างมันเหอะ! นี่ก็จะมืดแล้วนะ?! เดี๋ยวก็โดนพวกแกงค์นักเลงสีนั่นรุมฆ่าหรอก!”
(หมายถึงแกงค์นักเลงที่แบ่งพวกด้วยการสวมเสื้อผ้าเป็นสีๆ ตั้งแต่ที่ละคร Ikebukuro West Gate Park ออกฉาย ก็เริ่มมีแกงค์นี้อยู่ในสวนสาธารณะนั้นจริงๆ)
“โอย ให้ตายสิ ฉันล่ะเซ็งจริงๆที่นายพูดซะจริงจังขนาดนั้น อีกอย่าง นี่มันยังไม่ 6 โมงเย็นเลยนะ? ความป๊อดของนายไม่เปลี่ยนไปเลยจริงๆ”
มาซาโอมิยิ้มแบบปลงตก และเดินนำมิคาโดะฝ่าฝูงชนต่อไป คนไม่แน่นมากนักเมื่อเทียบกับฝูงชนที่จุดขายตั๋ว แต่มิคาโดะยังไม่ค่อยชินกับการเดินในฝูงชนเท่าไรนัก จึงค่อนข้างยากสำหรับเขาที่ต้องคอยหลบไม่ให้ชนกับผู้คน
“แกงค์นักเลงสีมีน้อยลงนะเดี๋ยวนี้ เมื่อปีก่อนนี่มีแกงค์ที่เห็นเด่นๆมากกว่านี้เยอะ แต่พวกมันดันไปมีเรื่องกับพวกกลุ่มไซตามะ และหลายคนก็โดนตำรวจจับ ตั้งแต่นั้นมา แค่คนที่สวมเสื้อผ้าสีเหมือนๆกันอยู่เป็นกลุ่ม ก็มีตำรวจมาไล่บี้ละ เดี๋ยวนี้ส่วนใหญ่พวกแกงค์นี้ก็จะออกมากันตอนกลางคืน และพวกมันก็จะไม่ทำอะไรโจ่งแจ้งนักในตอนกลางวัน หรือจนกว่าพวกคนทำงานจะกลับบ้านหมดแล้ว ซึ่งมันก็คนละเรื่องกับพวกแกงค์ซิ่งมอเตอร์ไซค์เลยนะ มีรายงานข่าวหรือหนังสือพิมพ์ลงข่าวอยู่บ่อยๆเกี่ยวกับเรื่องที่พวกนั้นปะทะกับตำรวจน่ะนะ แต่ก็ไม่ได้มีในอิเคบุคุโระหรอก ส่วนใหญ่ในย่านคาบุกิมากกว่า”
“แกงค์ซิ่งมอเตอร์ไซค์?!”
“ไม่ๆ อย่างที่บอก ว่าพวกมันไม่ออกมาเพ่นพ่านใกล้ๆสถานีรถไฟในช่วงเวลานี้ของวันหรอก”
พอได้ยินอย่างนั้น มิคาโดะก็ถอนหายใจด้วยความโล่งใจออกมา
“งั้น... อิเคบุคุโระในตอนนี้ ปลอดภัยไหม?”
“ไม่เชิงว่าปลอดภัย ฉันรู้แค่เรื่องเล็กๆน้อยๆ ไม่ได้รู้เรื่องทุกอย่างของที่นี่ แค่จำนวนพวกแกงค์นักเลงสี แกงค์ซิ่งมอเตอร์ไซค์พวกนี้ก็มีเยอะอยู่แล้ว และก็ยังมีเรื่องอันตรายอื่นๆอยู่อีกมากมาย ขนาดในกลุ่มคนธรรมดาๆ ก็มีคนที่ นายไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวด้วย แต่ก็นะ นายไม่ใช่พวกที่ไปหาเรื่องใครอยู่แล้วนี่นา ตราบใดที่นายอยู่ห่างๆพวกนักต้มตุ๋น พ่อค้าน่าสงสัย และพวกแกงค์ซิ่งมอเตอร์ไซค์ แกงค์นักเลงสี นายก็คงแฮปปี้ดีแล้วล่ะ”
“เข้าใจล่ะ”
ถึงแม้เขาจะยังสงสัยเกี่ยวกับผู้คนที่ ไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวด้วย เขาก็ไม่ถามคำถามนี้ออกมา
No comments:
Post a Comment
แนะนำ ติชม แสดงความคิดเห็นได้เลยนะครับ :D